วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565

นิยายเรื่องใหม่ กลับไปเขียนโรแมนติกคอเมดี้

 หลังจากเขียน เรื่องหวัดมรณะจบแล้ว และเรื่องคุณหมอขอลุ้นรัก ตอนพิเศษ และตอนแทรก จบ ทำเป็น Ebook แล้ว ก็จะเริ่มทยอยลงนิยายเรื่องใหม่ 

เรื่องนี้ตั้งใจว่า จะเขียนเป็นนิยายให้ทันสมัย โดยมีลักษณะเฉพาะดังนี้ 

1 ตั้งชื่อให้ยาวเข้าไว้ เพราะสังเกตดู จะเห็นได้ว่ายุคนี้ นิยมให้บทคัดย่อเป็นชื่อเรื่อง ดังนั้นเรื่องใหม่จะต้องชื่อยาว นอกจากนี้ชื่อควรมีทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ คงจะทำให้ดูดีขึ้น

2 ธีมของเรื่อง ที่นิยมสมัยนี้ มักเป็น ย้อนอดีต เซียน เข้าไปในนิยาย เข้าไปต่างโลก วาย เอ็นซี และอื่น ๆ อีกมากมาย อันนั้นคงทำลำบากมาก จะลองไปหาวิธีทำดู

3 จินตนาการต้องเวอร์เข้าไว้ อย่าให้สมจริง ถ้าเขียนสมจริงเป็นนิยายสมัยก่อน 

4 วิธีนำเสนอ มีหลากหลายขึ้น เป็น chat เป็น visualize 

คิดไปคิดมา ลำบาก เขียน text แบบเดิมดีกว่า เพราะแค่ตั้งท่าเขียนก็เหนื่อยแล้ว

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565

คุณหมอขอลุ้นรัก ตอนพิเศษ หวานอมเปรี้ยวนัก รักระหว่างน้ำผึ้งพระจันทร์

ย้อนกลับไปอ่านตอนพิเศษที่เคยเขียนไว้นานแล้ว เป็นเรื่องราวในช่วงฮันนิมูน ของหนุ่มสาวที่คิดว่ารักกันดีแล้ว แต่ทันทีที่แต่งงาน กลับพบอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะหมอที่แต่งงานกับหมอ

"เขาคงพูดเสียงดังไป เขาคงเสียงแข็งไป คงจะเป็นเสียงที่เขาใช้สั่งพยาบาลเวลาทำผ่าตัด หรือพูดกับคนไข้ เขาบอกกับตัวเอง แล้วเป็นความผิดของเขาหรือที่ใช้เสียงเช่นนั้น เขาไม่คิดเช่นนั้น

เธอคงผิดหวังที่เขาเสียงแข็งใส่เธอในวันแรกที่มาฮันนีมูน แต่ใช่ความผิดของเขาหรือ ไม่ใช่แน่นอน"


ใครที่มีความรักและแต่งงานกันในช่วงต้นคงเข้าใจดี  แน่นอนรักที่ยืนได้ในระยะยาวจะมีหรือไม่ คงขึ้นกับการเรียนรู้ปรับตัวเข้าหากัน

ตอนพิเศษ หวานอมเปรี้ยว  

คุณหมอขอลุ้นรัก เพิ่มตอนพิเศษ 


 

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565

คุณหมอขอลุ้นรัก ตอนพิเศษ "มือที่สาม"

หลังจากมีเวลาอ่านต้นฉบับ คุณหมอขอลุ้นรัก ที่เขียนไว้นานแล้ว ครั้งนั้นเขียนคำนำไว้ว่า

"เมื่อเจ็บป่วยและไปโรงพยาบาล เราจะได้พบคนกลุ่มหนึ่ง ผู้ซึ่งรู้ทุกเรื่อง ถามโน่นถามนี่ แล้วจับโน่น ตรวจนี่ แนะนำสารพัด สั่งให้ทำโน่นทำนี่ คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่าคุณหมอ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจินตนาการเห็น หน้าตี๋ๆ หมวย ๆ สวมแว่นตาหนาเตอะ ใส่ชุดสีขาว พูดจาภาษาประหลาดที่ใคร ๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่อง ผู้เขียนขอพาทุกท่านไปพบกับ หมอเวชวรรณ ศัลยแพทย์หนุ่มคนขยัน ผู้ซึ่งไม่เคยพลาดเรื่องการวินิจฉัย และการผ่าตัดรักษาคนไข้ แต่พอมาถึงเรื่องราวแห่งความรัก เมื่อเขาพบกับ สุดสวยจากแผนกรังสี เขากลับทำอะไรไม่เคยถูก คะแนนติดลบครั้งแล้วครั้งเล่าจนกลายเป็นหาร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามเรื่องราวสะท้อนภาพชีวิตการทำงานและความรักของหมอผ่าตัดหรือศัลยแพทย์ ซึ่งจะทำให้ภาพของหมอในสายตาคนส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงไป"

จำได้ว่าหลังจากพิมพ์แล้วยังเขียนตอนพิเศษเพิ่มอีก 1 ตอนคือ "หวานอมเปรี้ยวนัก รักระหว่างน้ำผึ้งพระจันทร์" ไว้ในเด็กดี แต่ไม่ได้รวมในเล่ม

เวลาผ่านไปเมื่ออ่านย้อนหลังพบที่ผิดหลายแห่ง ตอนนี้พอมีเวลาจึงถือโอกาสค่อย ๆ แก้คำผิด แล้วเพิ่มอธิบายศัพท์เฉพาะทางการแพทย์ไว้ให้เข้าใจ 

อ่านไปอ่านมาก็เลยเขียนตอนพิเศษเพิ่ม คือ "ชีวิตรักทางไกล" และตอนพิเศษสุดท้าย "มือที่สาม" โพสไว้ในเด็กดีแล้ว

ช่วงเทศกาลนิยายออนไลน์ 3-9 ตุลาคม 2565 ซึ่งเวปเด็กดี จัดโปรโมชัน พอดี จึงนำเรื่องนี้เข้าร่วม ลดราคา 50% ด้วย เพื่อน ๆ ที่สนใจเข้าไปดูได้

คุณหมอขอลุ้นรัก เพิ่มตอนพิเศษ 

อ่านความเห็นที่วิจารณ์อีกครั้งแล้ว จึงตัดสินจะเขียนแทรกตอนเพิ่มขึ้นอีก 3 ตอน แล้วเตรียมรวมไว้ใน Ebook คุณหมอขอลุ้นรัก ฉบับปรับปรุง รวม 36 ตอน เพิ่มขึ้นจากฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่มี 30 ตอน เร็ว ๆ นี้

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

หวัดมรณะจบแล้ว

นิยายเรื่องหวัดมรณะที่เริ่มเขียนตั้งแต่ ปี 2552 โพสจบแล้วในที่สุด เมื่อเดือนสองเดือนก่อนนี้เอง เรื่องนี้ไม่ได้เขียนตามกระแสนิยม และเป็นนิยายซีเรียส เป็นการทดลองเขียนแนวอื่น นอกเหนือจากรักหวานแหวว อย่างเรื่อง คุณหมอขอลุ้นรัก ถ้าชอบอ่านเรื่องอย่าง ดาวินชีโค๊ด ของแดน บราวน์ หรือ โคมา ของโรบิน คุ๊ก คงจะอ่าน หวัดมรณะ สนุก รวมทั้ง คิดว่าไม่น่ามีใครคาดเดาตอนจบได้

4 ตอนสุดท้ายคือ ไม่มีใครช่วยได้ ตายหรืออยู่ก็ต้องเคียงคู่กัน ความหวานกลางสถานการณ์สับสน และตอนจบคือ 

การสิ้นสุดที่เป็นจุดเริ่มต้น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่สิ้นสุดลง แต่ที่เริ่มต้นคือ ...

ช่วงเทศกาลนิยายออนไลน์ 3-9 ตุลาคม 2565 ซึ่งเวปเด็กดี จัดโปรโมชัน พอดี จึงนำเรื่องนี้เข้าร่วม ลดราคา 50% ด้วย เพื่อน ๆ ที่สนใจเข้าไปดูได้

หวัดมรณะ โพสในเด็กดี  ยอดวิววันนี้รวม 6.34K ความคิดเห็น 126  คนติดตาม 64 อ่านคำนิยม กับความเห็นอื่น ๆ ได้เช่นกัน


 Ebook อยู่ในระหว่างการจัดรูปเล่ม รวมทั้งจะเร่งโพสในเวปอื่นให้จบเร็ว ๆ นี้

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

Omicron สายพันธุ์ใหม่ Centaurus ดุกว่าเดิม




การระบาดระลอกใหม่เริ่มแล้ว ทั้งใน US, EU/EEA, UK, Japan, Korea และอีกหลายประเทศ เพราะสายพันธุ์ย่อย BA.4/BA.5 ตั้งแต่ปลาย มิถุนายน 2565 ร้ายแรงกว่า Omicron ตัวแรก BA.1 ทำให้จำนวนคนไข้ต้องรับไว้ในโรงพยาบาล และใน ICU เพิ่มขึ้น การเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นอีกแล้วในหลายประเทศ ส่วนใหญ่คนอายุมากกว่า 50 ปีเสียชีวิต ดังนั้น 608 น่าจะไม่พอ ความเสี่ยงเริ่มตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ออสเตรเลียถึงกับเตรียมไปใช้นโยบายบังคับอีกครั้ง
โควิดไม่ใช่หวัด โควิดติดแล้วก็ยังติดอีก ยิ่งติดมากยิ่งเสี่ยงต่อสุขภาพมาก รายงานวิจัยพบว่า คนติดโควิดมากกว่า 1 ครั้ง (Reinfection) เมื่อติดตามไป จะเสียชีวิตมากกว่า คนติดโควิด 1 ครั้ง 2 เท่า และกลายเป็น Long COVID มากกว่า 3 เท่า ล่าสุดสายพันธุ์ย่อยใหม่ที่กลายเป็นสายพันธุ์หลักในอินเดีย BA.2.75 กระจายเร็วกว่า BA.5 พบในหลายประเทศแล้วรวมสิงคโปร์
การทำให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นจึงเป็นนโยบายที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน ไม่รู้ว่าโรคใด Omicron BA.1 หรือ BA.2 ที่เกือบหมดแล้ว BA.4 หรือ BA.5 ที่กำลังระบาดระลอกใหม่และดูเหมือนร้ายแรงกว่า BA.1 หรือ BA.2.75 ที่เรียกว่า Centaurus รวมทั้งไม่รู้ว่าประจำถิ่นไหน เพราะโรคระบาดไปทั่วหลายประเทศ นโยบายโรคประจำถิ่นจึงยิ่งทำให้ทุกคนเข้าใจผิดและไม่ระวัง ไม่ป้องกันตัวเท่าที่ควร
การอยู่กับโควิดจึงไม่ใช่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนก่อนมีโควิด แต่ต้องทำให้ป้องกันตัวเองและปรับการใช้ชีวิต การทำงานทุกอย่างให้เข้าสู่การป้องกันโรคนี้อย่างเต็มที่เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ อยู่ห่าง จากคนอื่น ทำงานออนไลน์ โดยสมัครใจ



วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

BA.4 BA.5 ดุกว่าที่คิด

ข้อมูลจากต่างประเทศพบว่า BA.4, BA.5 ดุกว่าที่คิด แพร่เร็วกว่าทุกสายพันธุ์ย่อยที่ผ่านมา และทำให้เป็นปอดบวมมากกว่า Omicron เดิม ทั่วโลกเริ่มการระบาดระลอกใหม่แล้ว

บ้านเรา ไม่ตรวจ ไม่รายงาน แต่รัฐมนตรีติดโควิด 2 คน โรงพยาบาลต่าง ๆ เพิ่มเตียงคนไข้โควิด และไอซียู กันแล้ว ทั้งที่ตัวเลขจำนวนติดเชื้อ ตัวเลขจำนวนเสียชีวิตก็เปลี่ยนนิยามจนไม่รู้ว่าติดเชื้อจริงเสียชีวิตจริงเท่าไร การตรวจคัดกรองไม่มีแล้ว และยังเก็บเงินค่าตรวจยืนยันผล ยิ่งทำให้ไม่อยากตรวจกันอีก แม้จะมีนโยบายอยู่กับโควิด แต่การชี้ทิศทางให้ย้อนกลับไปทำตัวเหมือนก่อนจะมีโควิดน่าจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง สำหรับประชาชน และธุรกิจต่าง ๆ

ไหน ๆ จะต้องอยู่กับโควิดแล้ว ควรจะให้ประชาชนอยู่แบบรู้เท่าทันโควิด อยู่อย่างระมัดระวังไม่ให้ติดโรค รวมทั้งไม่ให้กระจายโรค ให้ประชาชนและธุรกิจปรับตัวให้ปลอดภัยจากโควิดโดยสมัครใจ จะดีกว่าไหม


วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ทำไมต้องฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่หก

เรื่องน่าสนใจขณะนี้คือการฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่ 6

หลังฉีด Sinovac 2 เข็ม AstraZeneca 2 เข็ม Pfizer 1 เข็ม แล้ว 

ทำไมถึงฉีด Pfizer อีก 1 เข็ม

เราต้องรู้อะไรจากการฉีดเข็มที่ 6

ย้อนกลับไปดูสถานการณ์โควิดของโลกในขณะนี้ จะเห็นได้ว่า Omicron สายพันธุ์ย่อย BA.5 และ BA.4 กำลังเพิ่มจำนวนในหลายประเทศ ซึ่งลดการตรวจและการรายงานลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะนโยบายอยู่กับโควิดแบบเปิด เหมือนไม่กลัวอีกต่อไป

ในสหรัฐอเมริกา BA.5 และ BA.4 ครอบคลุม 21 % ของจำนวนผู้ป่วยรายใหม่แล้ว ขณะที่ BA.2 และ BA.2.12.1 สัดส่วนกำลังลดลง และจำนวนป่วยทั้งหมดต่อวันยังเกิน 100,000 คนต่อวันอยู่ แม้จำนวนรับไว้ในโรงพยาบาลก็ยังเพิ่มขึ้น สถานการณ์ในอังกฤษก็พบว่า จำนวนป่วยต่อวันเริ่มเพิ่มขึ้นถึง 10% แล้ว รวมทั้งจำนวนรับไว้ในโรงพยาบาล ขณะที่ในโปรตุเกส สัดส่วนของ BA.5 เกิน 80% จำนวนผู้ป่วย จำนวนรับไว้ในโรงพยาบาล และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทั้งหมด ทำให้ประเทศ EU เริ่มติดตามและเตรียมทบทวนมาตรการรองรับ BA.4, BA.5 ซึ่งแพร่กระจายเร็วกว่า มากกว่า และดูเหมือนหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าอีกด้วย

ดังนั้นคำแนะนำสำหรับการฉีดวัคซีนของ CDC US ซึ่งแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 คือการกระตุ้นเข็มที่สอง ในกลุ่มอายุเกิน 50 ปี รวมทั้งกลุ่มที่เจ็บป่วยหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

ในคำแนะนำดังกล่าว วัคซีน J&J ซึ่งเป็น Vector Vaccine เช่นเดียวกับ AstraZeneca แต่ฉีดเพียงเข็มเดียวก็ถือว่าครบโดสนั้น หากกระตุ้นเข็ม ด้วย J&J ถือว่าไม่ได้รับการกระตุ้น ต้องกระตุ้นด้วย mRNA เท่านั้นจึงถือว่าได้รับการกระตุ้น ย้อนกลับไปดูวัคซีนกระตุ้นที่ WHO รับรองก็เช่นกัน เป็น mRNA เท่านั้น

ดังนั้นประวัติฉีดวัคซีน Sinovac 2 เข็ม AstraZeneca 2 เข็ม นั้นจึงถือว่ายังไม่ได้กระตุ้นตาม CDC, WHO แนะนำ จึงต้องฉีด Pfizer ตามมาอีก 1 เข็ม เป็นกระตุ้นเข็มแรก

และเมื่ออายุเกิน 50 ปี หรือเป็นโรคที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงต้องฉีดกระตุ้นเข็มที่สอง ตามคำแนะนำของ CDC, WHO จึงกลายเป็นที่มาของ Pfizer เข็มที่ 6

การฉีดเข็มที่ 6 จึงน่าจะเป็นการส่งสัญญาณ 2 อย่าง คือ 

1 ระวังสายพันธุ์ย่อยที่แพร่กระจายได้เร็วกว่าเดิมและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันดีกว่าเดิมกำลังระบาดแล้ว

2 วัคซีนที่เคยฉีดมาทั้งหมด อาจไม่พอ สำหรับสายพันธุ์ย่อยใหม่แล้ว

แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะ


อยากเขียน แต่ต้องทำงานสำคัญ

เขียนนิยายค้างไว้ กำลังสนุกกับการเขียน ยังไม่ทันเขียนต่อ งานสำคัญก็โถมกระหน่ำเข้ามา แย่งเวลาเขียนนิยาย เวลาพักผ่อน เวลาอื่น ๆ ไปจนหมด  เสียด...